เสียดาย ภาพยนตร์ไทยสะท้อนสังคม

เสียดาย เป็นภาพยนตร์ไทยแนวสะท้อนสังคม – ดราม่า ที่มีเนื้อหาค่อนข้างสะเทือนใจและสะท้อนสังคมของวัยรุ่นในยุคนั้นได้อย่างดี ผลงานกำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ออกฉายในปี พ.ศ. 2537 นำแสดงโดย นุศรา ประวันณา, เขมสรณ์ หนูขาว, วิจิตรา ตริยะกุล, กาญจนา ขึ้นนกคุ้ม, จอนนี่ แอนโฟเน่, สรพงษ์ ชาตรี, ธัญญา โสภณ, รณ ฤทธิชัย และนักแสดงอีกมากมาย

เสียดาย เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น 4 คน ที่ชะตากรรมของพวกเธอเปรียบเสมือนใบไม้ที่ถูกเหยียบย่ำ ทั้ง 4 คนมีฐานะและครอบครัวที่แตกต่างกัน แต่เส้นทางครอบครัวของพวกเธอกลับมีชะตากรรมที่เหมือนกันคือ ขาดความรักจากครอบครัว พวกเธอรวมตัวกันและเลือกใช้ทางออกเดียวคือ ยาเสพติด มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเธอหายทุกข์และลืมทุกอย่างแต่มันทำให้ชีวิตเธอกลับย่ำแย่ลงไปอีก จนสุดท้ายแล้วพวกเธอหวนกลับมานึกถึงความเสียดายที่ขาดโอกาส เสียดายในช่วงชีวิตที่สดใส เรื่องราวที่ต้องแลกกับบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิต

ภาพยนตร์เรื่อง เสียดาย เมื่อออกฉายได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมจำนวนมาก เนื่องจากมีเนื้อหาที่สะท้อนปัญหาสังคมในยุคนั้นเรื่องของปัญหาวัยรุ่นที่หันมาใช้ยาเสพติดทำลายอนาคตของตนเอง รวมถึงปัญหาการคุกคามทางเพศอีกด้วยและมีหลายฉากที่สะเทือนอารมณ์ของผู้ชม และในปี พ.ศ. 2537 ภาพยนตร์ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลตุ๊กตาทอง มากถึง 7 รางวัล นอกจากนี้ยังสามารถทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในยุคนั้น โดยเปิดฉายสัปดาห์แรกทำรายได้มากถึง 30 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมรายได้ทั้งหมดแล้วสามารถทำรายได้ถึง 52 ล้านบาท

โหมโรง ภาพยนตร์ดนตรีไทยที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นที่สุดของที่สุดสำหรับหนังเกี่ยวกับดนตรีไทย ใน ปี พศ.2547 โดยเนื้อเรื่องได้เค้าโครงมาจากประวัติของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง)  ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับรางวัลมากมายในประเทศ และยังได้รับเลือกในฐานะ Official Selection จากประเทศไทย ในการเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในการประกาศรางวัลอะแคเดมีอีกด้วย กำกับโดย อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ และอำนวยการผลิตโดย นนทรีย์ นิมิบุตร และ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ภาพยนตร์ทำรายได้ 52.72 ล้านบาทเลยทีเดียว นำแสดงโดย อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงที่มากด้วยความสามารถการทางด้านการแสดง  อดุลย์ ดุลยรัตน์ นักแสดงอาวุโสที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งของประเทศ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง นักแสดงผู้กำกับและนักร้องที่มีสไตล์ที่โดดเด่น และอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า จากวงบอยไทยที่รับบทเป็น ขุนอิน ตัวเอกของเรื่องนี้ ที่รับบท ศร นั้นคือ  อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 มารับบท ศร ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเขาต้องใช้เวลาในการหัดเล่นเครื่องไม้เครื่องมือ และฝึกซ้อมดนตรีไทยประเภทต่างๆ อาทิ ซอ ฆ้อง ระนาดทุ้ม ฉิ่ง โดยเฉพาะระนาดนานถึง 8 เดือน เพราะต้องสวมบทมือระนาดเอกฝีมือดี ที่มีแนวทางในการเล่นระนาดแนวใหม่ในสมัยนั้นโดยภาพยนตร์เรื่องกลายเป็นภาพยนตร์จากประเทศไทยที่ได้รับการส่งชื่อเข้าประกวดในเวทีรางวัลออสการ์ครั้งที่ 77 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมแต่ไม่ได้รับการเสนอชื่อ อย่างไรก็ตาม โหมโรงยังได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 14 ประจำปี พ.ศ. 2547 รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 27 ประจำปี พ.ศ. 2547 รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 13 ประจำปี พ.ศ. 2547 และรางวัล สตาร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ อวอร์ดส์ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2547

ฮาไม่รอใคร กับ โป๊ะแตก

หนึ่งภาพยนตร์ในแนวตลกต้องบอกเลยว่ามีหลายเรื่องมากมายเลยจริงๆ ต้องบอกเลยว่า เรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองต้องเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์เพื่อซื้อตั๋วกับหนังเรื่องนี้และเตรียมความพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ทำให้คุณต้องหลุดออกมาอย่างแน่นอน กับภาพยนตร์เรื่อง โป๊ะแตก นำแสดงโดย พี่หม่ำ จ๊กม๊ก หรือ เพชรทาย วงค์คำเหลา และ ป๋าเทพ หรือ เทพ โพธิ์งาม และเหล่าดาราตลกทั่วฟ้าเมืองไทยพร้อมใจกันมาแสดงหนังเรื่องนี้ โดยเนื้อหาเนื้อเรื่องภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า เป็นประมาณว่า เป็นเบื้องหลังกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องๆหนึ่งชื่อเรื่องว่า โป๊ะแตก แยกทางนรก มีครบทุกรสชาติของหนัง ไม่ว่าจะเป็น แอ็คชั่น ดราม่า คอมมาดี้ เอาง่ายๆคือทุกรสชาติของหนังอย่างแท้จริงเลยนะครับ แน่นอนว่า นักแสดงหลักไม่ว่า ตลกขั้นเทพอย่าง พี่หม่ำ จ๊กม๊ก และ เทพ โพธิ์งาม ที่สามารถทำให้ผู้คนยิ้มและหัวเราะได้อย่างต่อเนื่องแล้ว และได้ดาราตลกอย่างเช่น พี่โหน่ง ชะช่าช่า และ พี่เท่ง เถิดเทิง ที่เป็นตัวหลักรองลงมา ที่สามารถทำให้มีความฮาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยมุขอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาทั้งสองคน ช่วยหนังเรื่องนี้มีความสนุกไปอีก  แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ได้มาสร้างสรรค์เมนูรสชาติที่ดีเยี่ยมของวงการภาพยนตร์ ด้วยความฮาที่ใครได้ชมแล้วต้องน้ำตาเล็ดอย่างแน่นอน ผสมกับมุขเสียดสีวงการแบบเผ็ดร้อน จนพร้อมเสิร์ฟเป็นเมนูเด็ด หม่ำชวนดู เทพชวนชิม เป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องราวที่หลายๆคนต้องจำได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงและมุขตลกที่ทำให้เราต้องหลุดขำกันออกมา

การันตีด้วยรางวัล กับ ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท

เป็นภาพยนตร์ที่ต้องพูดได้เลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในดวงใจและความทรงจำไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องและคำพูดต่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงตัวละครหลักก็มีความโดดเด่นกับภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิท เป็นหนึ่งภาพยนตร์ที่แอดมินเคยได้ไปดูถึงโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้ดูแล้วไม่เคยเบื่อเลยจริงๆเลย เพราะนักแสดงทำให้เราได้อินตามกับบทบาทที่เขาได้รับ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการกำกับโดยผุ้กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล และได้นักแสดงที่มากด้วยความสามารถอย่างเช่นซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (ซันนี่) ที่รับบทเป็น “หมู” หรือ “ไข่ย้อย” นักศึกษา วิจิตรศิลป์ มช. ผู้มีความรักต้องเลือก และนางเอกที่การันตีด้วยฝีมือ อย่าง  ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (นุ่น) -รับบท “ดากานดา” เพื่อนสนิท ของ ไข่ย้อย นักแสดงสาวสวยยิ้มเก่งอย่าง มณีรัตน์ คำอ้วน (เอ๋) – รับบท “นุ้ย” พยาบาลสาวสวย ประจำ ร.พ.เกาะพะงัน และ สาวสุดฮา ปาณิสรา พิมพ์ปรุ (โอปอล์) – รับบท “พี่แตน” พยาบาลสุดฮา สีสันแห่ง ร.พ.เกาะพะงัน ภ่าพยนตร์เรื่องนี้หการันตีด้วยรางวัลที่ต้องบอกเลยว่ามากมายจากหลายงานกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ประจำปี พ.ศ. 2548 รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 14 ประจำปี พ.ศ. 2548 รางวัลคม ชัด ลึก อวอร์ด ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2548 รางวัลสตาร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2548  รางวัลเฉลิมไทย อวอร์ด ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2548 และ รางวัล Starpics Thai Films Awards ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2548 เป็นหนึ่งภาพยนตร์ที่ต้องบอกเลยว่า  เป็นภาพยนตร์ที่ใครได้ดูแล้วอยากจะกลับมาดูอีกครั้งอย่างแน่นอน

ร็อกวัยดึกทวงบังลังก์กับ พันธ์ุร็อกหน้าย่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีมีคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว จากค่าย Rs flim ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นการรวมตัวของนักแสดงชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว เป็นภาพยนตร์ไทยในแนวแพลงและตลก เมื่อ ปี 2546 ที่นำแสดงโดย เทพ โพธิ์งาม ที่รับบทเป็น เหลียง ซานตาน่า มือเบสประจำวง ที่สามารถสร้างสีสันเสียงหัวเราะให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้ พี่เอ อนันต์ บุนนาค นักร้องนักแสดงที่รับบทเป็น นิค สแตนเลส มือกีต้าร์ที่ตั้งตนให้กับการรวมวงอีกครั้ง นักแสดงที่มากด้วยความสามารถอย่างพี่ ทูน หิรัญทรัพย์ รับบทเป็น ทาโร คาสโนว่า นักร้องนำประจำวง รูปหล่อหน้าตาดีขวัญใจแฟนๆ โดยเฉพาะสาวๆ พี่โป่ง หินเหล็กไฟ หรือ ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ ที่รับบทเป็น วู้ดดี้ ดิคาปริโอ เป็นมือคีย์บอร์ด และยังได้ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบทเป็น โซอี้ ผู้บริหารบริษัทเทปเพลงยักษ์ใหญ่ และ โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล กำกับโดย พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม โดยเนื้อหาโดยรวมเป็นการรวมตัวกันของวงดนตรืที่ชื่อดีโน่ แบนด์ที่อยากกลับมาออนสเตจอีกครั้ง พูดได้เลยว่า เป็นหนังเรื่องแรกที่แอดมินเคยได้ไปดูในโรงภาพยนตร๋ ด้วยความที่ชื่อภาพยนตร์ชื่อมันแปลกดีและสะดุดตาเป็นอย่างมาก จึงทำให้แอดมินเสียเงินเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มีคำว่าผิดหวังอย่างแน่นอน เนื้อเรื่องต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่มีความสนุกเป็นอย่างมากพร้อมด้วยมุขตลกฮาจากพี่เทพ โพธิ์งาม ใครที่เคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะต้องย้อนกลับมาดูอีกครั้งหนึ่งได้อย่างแน่นอน เขื่อผมซิ แล้วคุณจะคิดถึง

ภาพยนตร์ไทยในยุค 16 มม.

เริ่มต้นในช่วงปี พ.ศ.2490 – พ.ศ.2515 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ฟิล์มขนาด 35 มิลลิเมตร ขาดแคลน ซึ่งทางผู้สร้างเริ่มมีการใช้เสียงพากย์ในภาพยนตร์ รวมถึงภาพยนตร์นำเข้าจากต่างประเทศที่ยังไม่มีบรรยายไทย และจำเป็นต้องพากย์เสียงบรรยาย นักพากย์ที่มีชื่อเสียง คือ ทิดเขียว ซึ่งต่อมาได้ผันตัวเองมาเป็นนักพากย์เต็มตัว โดยเขาได้พากย์เสียงให้กับภาพยนตร์อินเดียเรื่องแรก อาบูหะซัน นับแต่นั้นมาทางผู้สร้างจึงมีการทำกิจการภาพยนตร์ต่างประเทศโดยมีเสียง พากย์ไทย นับแต่นั้นมา อีกทั้งอุตสาหกรรมหนังไทยเริ่มขาดทุนในการสร้าง เพื่อลดต้นทุนทางผู้สร้างจึงถ่ายทำเป็นเงียบอีกครั้ง และเชิญนักพากย์ฝีมือดีมาพากย์เสียงในภายหลัง

อีกทั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลาดขาดแคลนฟิล์ม 35 มม. ทำให้ผู้สร้างหนังไทยหันมาใช้ฟิล์มขนาด 16 มม. แทนเพื่อลดต้นทุนทำให้กิจการหนังไทยยังคงยืนหยัดวิกฤตการณ์มาได้ด้วยการใช้ฟิล์มขนาด 16 มม. แม้ว่าจะเป็นเสียงพากย์แต่ก็ทำให้หนังฟิล์ม 16 มม.ประสบความสำเร็จเช่นกัน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกคือ สุภาพบุรุษเสื้อไทย ซึ่งได้รับความชื่นชมและรายได้อย่างมาก ทำให้การสร้างภาพยนตร์โดยใช้ฟิล์ม 16 มม. เป็นที่นิยมมากในยุคนี้การสร้างภาพยนตร์ในยุคนี้เน้นที่ความหลากหลาย เช่น แอ็คชั่น ชีวิต สะท้อนสังคม ตลก และมากมาย อีกทั้งในยุคนี้คือยุคทองของนักแสดงมากมายที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง คือภาพยนตร์ฟิล์ม 16 มม.ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งส่งผลให้นักแสดงชายอย่าง มิตร ชัยบัญชา โด่งดังและเล่นภาพยนตร์มากกว่า 300 เรื่องในยุคนั้น ในช่วงปีพ.ศ. 2505 – 2513 มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา ชวราช กลายเป็นคู่พระ – นาง ยอดนิยมมากในยุคนั้นเรียกว่าผู้สร้างรายใดที่ได้คู่พระ-นาง คู่นี้ ทำให้สร้างรายได้มากมายให้กิจการ

 

หนังไทยในยุคบุกเบิกและความรุ่งโรจน์ ตอนที่ 2

หลังจากความสำเร็จของบริษัทเสียงศรีกรุง ที่สร้างภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการนิวัตพระนคร ของ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทำให้พี่น้องวสุวัตได้เปิดกิจการบริษัทสร้างภาพยนตร์ขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นมีการสร้างภาพยนตร์เสียงเรื่องต่อๆมา หลายเรื่อง ซึ่งเรื่องล่าสุดคือ หลงทาง เป็นภาพยนตร์เสียงอีกเรื่องที่เข้าฉายในช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทย ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงปีที่รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี

ในช่วงเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี นั้นมีประชาชนเดินทางเข้ามาชมมหามหรสพในกรุงเทพจำนวนมากกว่าปกติและเพื่อเดินทางมาชมภาพยนตร์เรื่องหลงทาง ด้วย ในช่วงนั้นทำให้ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโตขึ้นกว่าเดิมมาก เรียกว่าในช่วงปีพ.ศ.นั้นคือช่วงยุคทองของหนังไทย ซึ่งบริษัทเสียงศรีกรุง ทำให้ภาพยนตร์ไทยมีสีสัน ความน่าสนใจมากกว่าเดิม โดยการสร้างหนังนั้นบริษัทจะเห็นสมควรว่าจะสร้างหนังตามความเหมาะสมและมีการพัฒนางานสร้างอยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อมีหนังเรื่องใดเข้าฉายและสร้างโดยบริษัทนี้มักได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมมาก

ยุคทองของหนังไทยนั้นนอกจากมี บริษัทเสียงศรีกรุงแล้วยังมีบริษัทคู่แข่งอีกบริษัทคือ บริษัทไทยฟิล์มของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ,พจน์ สารสิน ,หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ,ประสาท สุขุม และ ชาญ บุนนาค ที่มีการสร้างภาพยนตร์เสียงขึ้นมาแข่งขัน ซึ่งหลังจากมีภาพยนตร์เสียงนั้นทำให้ฟิล์มแบบ 35 มิลลิเมตรเริ่มลดความนิยมลงไปและเริ่มมีการใช้เสียงพากย์เข้ามา

 

 

 

หนังไทยในยุคบุกเบิกและความรุ่งโรจน์ ตอนที่ 1

เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2470 – 2489 หลังจากที่หนังไทยเรื่อง นางสาวสุวรรณ ประสบความสำเร็จมากด้านภาพยนตร์ไทยนับแต่นั้นมาเริ่มมีการบุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ไทยนับตั้งแต่นั้นโดยเริ่มจากบริษัทกรุงเทพภาพยนตร์ ได้มีการสร้างหนังไทยเรื่องยาวและทีมงานคนไทยเรื่องแรกชื่อว่า โชคสองชั้น สร้างมาจากบทประพันธ์ของ หลวงบุณยมานพพานิช กำกับโดย หลวงอนุรักษ์รถการ หรือ เปล่ง สุขวิริยะ โดยก่อนการถ่ายทำได้มีการประกาศหาผู้สมัครนักแสดงจากหนังสือพิมพ์ โดยได้พระเอกคือ  มานพ ประภารักษ์ และได้นางเอกของเรื่องคือ ม.ล. สุดจิตร์ อิศรางกูร นางเอกละครร้องและละครรำมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น เมื่อถ่ายทำซึ่งถ่ายภาพโดย หลวงกลการเจนจิต เมื่อภาพยนตร์เรื่องโชคสองชั้นออกฉายสามารถทำให้ได้รับการตอบรับของผู้ชมจำนวนมาก และเป็นหนังไทยอีกเรื่องหนึ่งที่มีผู้ชมมากที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อนในสมัยนั้น นับแต่นั้นอุตสาหกรรมหนังไทยเริ่มมีการเติบโตขึ้น

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง โชคสองชั้น ออกฉายเริ่มมีบริษัทผู้สร้างหนังไทยรายใหม่มีมากขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2470 – 2471 เริ่มมีการนำฟิล์มรูปแบบใหม่เข้ามาซึ่งสามารถมีเสียงพูดของนักแสดงเรียกว่า เสียงในฟิล์ม ซึ่งมีการนำฟิล์มและอุปกรณ์เข้ามาฉายในไทย โดยภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกที่ออกฉายคือ ภาพยนตร์แนวสารคดี เกี่ยวกับการเสด็จนิวัตพระนคร ของ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2474 จัดทำโดยพี่น้องวสุวัต ซึ่งเมื่อออกฉายได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ชม หลังจากนั้นพี่น้องวสุวัตก็ตั้งกิจการภาพยนตร์เป็นของตัวเองในชื่อ บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง

 

นางสาวสุวรรณ หนังไทยเรื่องแรก ตอนที่ 2

เมื่อผู้กำกับ เฮนรี่ แมกเร เห็นว่าเมืองไทยหรือสยามในตอนนั้น ว่าเป็นเมืองที่สวยงามมีวัดอารามที่สวยงามมากมาย อีกทั้งคนไทยยังยิ้มแย้มเป็นมิตร ทำให้เฮนรี่ แมกเร เดินทางมาขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งนางสาวสุวรรณนั้นเป็นนิยายรักที่มีความน่าสนใจและคิดว่าใช้นักแสดงชาวไทยทั้งหมด

ซึ่งพระบามทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงให้กรมรถไฟหลวง ให้ความร่วมมือในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้และได้ให้บุคคลสำคัญในหนังเรื่องแสดงเป็นนางสาวสุวรรณ คือ เสงี่ยม นาวีเสถียร นางรำหลวง ในกรมมหรสพหลวง รับบทเป็นนางสาวสุวรรณ และ  ขุมรามภรตศาสตร์ ตัวโขนพระรามของกรมศิลปากร แสดงเป็น นายกล้าหาญ พระเอก และ หลวงภรตกรรรมโกศล สมุหบาญชี แสดงเป็น นายกองแก้ว ตัวร้ายของเรื่อง ซึ่งการถ่ายทำถ่ายทำในกรุงเทพและที่หัวหิน รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ที่มีสถาปัตยของวัดล้านนาที่สวยงาม เพื่ออวดสายตาแก่ชาวโลกด้วย ซึ่งการถ่ายทำในเชียงใหม่นั้นจะเป็นฉากประหารชีวิตของพระเอก และเมื่อนำมาตรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ควรมีฉากประหารชีวิต ทางผู้สร้างจึงต้องตัดฉากประหารชีวิตออก และพร้อมออกฉายโดยจัดฉายรอบปฐมทัศน์ที่ โรงภาพยนตร์พัฒนากร โดยทางบริษัทสยามภาพยนตร์ได้ขออนุญาตจากกรมรถไฟ ขอเก็บค่าชมเพื่อบำรุงสภากาชาดไทย

นางสาวสุวรรณ ได้รับการยอมรับมากซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด แม้ว่าในปัจจุบันฟิล์มต้นฉบับนั้นได้สูญหายไปแล้วก็ตาม ซึ่งหนังเรื่องนี้ยังมีการพูดถึงในหนังเรื่อง โหน่ง เท่ง นักเลงภูเขาทอง ว่าด้วย 2 นักเลงหัวไม้พยายามขัดขวางไม่ให้มีการสร้างหนังเรื่องนี้

 

 

 

 

นางสาวสุวรรณ หนังไทยเรื่องแรก ตอนที่ 1

ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้เข้ามาถ่ายทำและได้ฉายในประเทศไทยคือ ภาพยนตร์เรื่อง นางสาวสุวรรณ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทีมงานจากค่ายยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ได้มีแนวคิดอยากให้มีภาพยนตร์ไทยและเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงความเป็นไทย ซึ่งการถ่ายทำนั้นใช้สถานที่ถ่ายทำในไทยทั้งหมดและนักแสดงเป็นคนไทยทั้งหมดเช่นกัน นางสาวสุวรรณ เป็นหนังไทยแนวโรแมนติก ถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 35 มิลลิเมตร เป็นภาพยนตร์ไม่มีเสียงซึ่งต้องใช้เสียงพากย์ภายหลัง

นางสาวสุวรรณ ใช้เวลาถ่ายทำในประเทศไทยเป็นเวลา 4 เดือนในช่วงเดือน มีนาคมถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนที่เหมาะแก่การถ่ายทำเนื่องจากไม่มีอุปสรรคในการถ่ายทำ และใช้ฟิล์มถ่ายทำทั้งหมด 8 ม้วน และออกฉายในวันที่ 22 มิถุนายน ปี 1923 ซึ่งเข้าฉายทั้งในไทยและสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ม้วนฟิล์มของหนังเรื่องนี้ได้สูญหายไปแล้วซึ่งไม่เหลือสิ่งใดที่ให้คนในปัจจุบันได้ชมเลย เหลือเพียงภาพถ่ายและของเล็กๆน้อยได้ชมที่ หอภาพยนตร์แห่งชาติ เท่านั้น

นางสาวสุวรรณ เริ่มมีแผนงานสร้างโดยผู้กำกับฮอลลีวู้ด เฮนรี แมกเร ได้ตระหนักถึงประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศสยามในสมัยนั้นเขามักได้ยินเสมอว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้คนยังไม่มีไฟฟ้าใช้และบ้านเรือนของผู้คนยังคงดำรงอยู่ในป่าใหญ่ลึกลับ แต่เมื่อเขาเดินทางมาสิ่งที่เขาได้ยินนั้นกลับผิดไปเลย เขาเห็นว่าประเทศสยามมีความเจริญรุ่งเรือง มีไฟฟ้าใช้ มีรถยนต์ รถไฟ การคมนาคมที่เจริญแล้ว ซึ่งเฮนรี่ เห็นว่าสมควรที่จะทำเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวและใช้นักแสดงเป็นคนไทยทั้งหมด